มาเป็นปอบกันเถอะ
บทความนี้จะพาท่านนักกล้องทั้งหลาย มาเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตอย่างปอบ โดยเน้นเรื่องอาหาร วิธีการกินของปอบ และกินอย่างไรให้ได้สารอาหารครบถ้วน เป็นปอบที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ถ้าเป็นเยาวชนปอบก็จะเน้นให้กินแล้วประกวดหนูน้อยปอบได้รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในประเภทปอบสมบูรณ์อายุไม่เกิน 12 ปี โตขึ้นก็ส่งเข้าประกวด ไทยแลนด์ซูเปอร์ปอบโมเดล เป็นที่ยอมรับเชิดชูจากประชาชนชาวปอบโดยทั่วไป
เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปทั้งมนุษย์และปอบว่า อาหารของปอบคืออาหารดิบ ๆ ไม่ต้องต้ม ทอด ผัดพริกไทยดำ ไม่ต้องต้มยำ หรือต้มข่า ไก่ หมู อึ่งอ่าง คางคก จิ้งเหลน กินมันเข้าไปดิบ ๆ นั่นแหละ ไม่สูญเสียคุณค่าโปรตีน วิตามิน และอุดมไปด้วย DHA แต่ช่วงหลัง ๆ ประชากรชาวปอบอาจลดลงไปบ้าง เพราะอยู่ในพื้นที่เฝ้าระวังไข้หวัดนก ปอบบางตัวกินไก่ไม่ดูฟาร์มปิดฟาร์มเปิด ทำให้ปอบล้มหายตายจากไปพอสมควร แนะนำว่าถ้าเป็นปอบแล้วอยากกินไก่ ขอให้แอบเข้าไปกินในฟาร์มระบบปิดเท่านั้น
เขียนมาได้ 2 ย่อหน้า ไร้สาระแต่ก็ยังมีคนตามอ่านมาถึงย่อหน้านี้ ...
ตอนนี้ผมจะเขียนเรื่อง RAW File ครับผม โยงเรื่องไปถึงปอบเพราะเห็นว่าการถ่ายภาพแล้วบันทึกเป็น RAW File น่าจะคล้าย ๆ วัฒนธรรมการกินอาหารแบบปอบ ท่านนักกล้องคงพอจะเห็นภาพได้ราง ๆ
ท่านนักกล้องดิจิตอลส่วนใหญ่ เวลาถ่ายภาพท่านถ่ายแล้วบันทึกเป็นไฟล์อะไรครับ ?
นี่คือคำถามที่ไม่ต้องการคำตอบเพราะผมจะตอบเอง ไม่ต้องส่ง SMS มา
ตอบ JPEG ครับ, JPEG ค่ะ, JPEG โว้ย...!
นั่นไงว่าแล้ว ตอบเหมือนกันหมดเลย มีน้อยคนนักที่จะบันทึกภาพเป็น RAW File เพราะไม่รู้จะบันทึกไปทำไมให้ยุ่งยากไฟล์ JPEG ที่ถ่ายมาก็สดใสสวยงามกิ๊บเก๋ เฮฮา ดีอยู่แล้ว เอาให้แม่ยายดูก็ไม่เห็นบ่นอะไร จะถ่ายเป็น RAW ไปทำไม ไฟล์ใหญ่ก็ใหญ่ ส่งให้เพื่อนดูทางอีเมล์ก็ไม่ได้ สงสัยญี่ปุ่นทำเกินมาแล้วลืมลบออก... ว่าไปนั่น
การทำงานของกล้องดิจิตอลหลังจากกดปุ่มชัตเตอร์แล้วไซร้ เซ็นเซอร์รับแสงที่เป็น CCD หรือ CMOS จะเปิดวงจรรับแสงโดยผ่านตัว Photo site หรือหน่วยรับแสงเล็ก ๆ บนเซ็นเซอร์รับแสงที่มีอยู่เป็นล้าน ๆ ตัว แต่ละตัวก็จะวัดออกมาเป็นค่าความสว่างของจุดในภาพที่เราถ่าย ว่าแต่ละจุดในภาพมีความสว่างมากน้อยในระดับที่เท่าไหร่ และเพื่อให้แยกแยะออกมาเป็นแสงแต่ละสีได้ ถ้าเป็น CCD หรือ CMOS ไอ้ Photo Site แต่ละตัวจะมีฟิลเตอร์สีแปะอยู่ข้างหน้า เพื่อบอกว่าแต่ละตัววัดค่าสีอะไรเข้ามา โดยสีที่ใช้ส่วนใหญ่ก็จะแปะอยู่ 3 สี คือ แดง น้ำเงิน เขียว (อ่านแล้วงงอะดิ : )) RGB แต่ละตัวจะแปะอยู่ 1 สี เท่านั้น วางสลับสับกันไป ในแบบที่นิยมที่สุดก็จะเป็นแบบ Bayer Pattern ตามรูป
สัญญาณระดับความสว่างที่รับเข้ามานั้นจะเป็นสัญญาณแบบ Analog คอมพิวเตอร์ไม่เข้าใจเหมือนมีใครมาพูดกับเราเป็นภาษาเขมร เพราะฉะนั้นต้องหาคนโรมาเนียที่สามารถแปลภาษาเขมรเป็นภาษาไทย ให้เราทั้งหลายฟังรู้เรื่องได้ใจความก่อน ในกล้องดิจิตอลก็เช่นกันจะมีวงจรที่เรียกว่า A/D Converter หรือตัวแปลงสัญญาณ Analog ให้เป็น Digital เพื่อให้สามารถนำข้อมูลแบบดิจิตอลไปทำงานอย่างอื่น ๆ ที่เหลือต่อไปได้ ตัววงจร A/D Converter นี้มีความสามารถในการแปลงสัญญาณ ได้เป็นระดับความสว่างของแสง (Color Bit Depth) แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นของกล้อง เช่น
- 8 bits ก็แปลงสัญญาณความสว่างของแสงออกได้เป็น 256 ระดับ
- 12 bits ได้ 4096 ระดับ
- 14 bits ได้เท่าไหร่ก็เอา 2 ยกกำลัง 14 ดูครับผม
นี่คือระดับความสว่างของแสงในแต่ละ Photo Site จะเห็นว่าถ้ามีแค่ 8 bits นี่เราจะแยกแยะความสว่างได้แค่ 256 ระดับเท่านั้น ไม่เจ๋งเลยเนอะ กล้อง DSLR ส่วนใหญ่จะมี A/D Converter 12 bits ครับ มี 14 bits บ้างแต่ไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นในระดับ Hi-End ราคาแพงลิ่วเลย
ย้อนกลับไปที่ผมบอกว่า Photo site แต่ละตัวจะมีฟิลเตอร์สีแปะอยู่ ตัวนี้แหละที่จะบอกว่า สัญญานจาก Photo Site แต่ละตัวที่รับเข้ามานั้นเป็นสัญญาณความสว่างของสีอะไร แดง น้ำเงิน หรือว่าเขียว อ่านมาถึงตอนนี้ท่านนักกล้องจะต้องงงแน่ ๆ เลย ว่าถ้าแต่ละจุดมันเป็นสัญญาณของแต่ละสี ภาพมันก็เป็นเหมือนตารางหมากรุก สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียวสลับกันไปหนะสิ

แม่นแล่ว ... ถูกต้องครับ ภาพมันจะไม่สดใสสวยงามไล่เฉดสีนวลเนียนกันแบบที่เราเห็นหรอกครับ ถ้าขยายดูมันจะเป็นตารางเหลี่ยม ๆ มีสีสามสีเข้มจางสลับกันไป พอที่จะมองเห็นเป็นภาพได้แต่ไม่สามารถทำใจดูได้ เพราะมันผิดจากความเป็นจริงไปมาก มันจึงต้องผ่านขั้นตอนที่เรียกว่า Interpolation ซะก่อน เพื่อทำให้ภาพมันดูดีขึ้น การ Interpolation เพื่อนำจุดสีต่าง ๆ มาทำให้นวลเนียนไล่เฉดสีได้ไม่น่าเกลียด จะเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นหนึ่งที่จะวัดคุณภาพของกล้องนั้น ๆ เลยนะครับ แต่ละค่ายก็จะมีสูตรในการคำนวณต่างกันไป แต่หลักการก็คือนำค่าจาก Photo Site ใกล้เคียงกันมาช่วยในการตัดสินใจว่าตำแหน่งของจุดแต่ละจุดนั้นควรจะเป็นสีอะไร ไม่ใช่แดง น้ำเงิน เขียวสลับกันไป ลองคิดดูเล่น ๆ ว่าถ้าเราใส่สูตรมั่ว ๆ ลงไปภาพของเราคงจะเละน่าดูเลยเนอะ
การ Interpolation ในตัวกล้องจะใช้วงจรประมวลผลที่เรียกว่า ASIC (Application specific intergraded circuit) หรือ Microprocessor ที่มีวงจรสำหรับจัดการเกี่ยวกับสัญญาณดิจิตอล DSP (Digital Signal Processor) ตัว ASIC นี้จะไม่ได้เอาค่าปริมาณแสงที่วัดได้จาก Photo site อย่างเดียวมาประมวล แต่จะนำค่าต่าง ๆ ในตัวกล้องมาใช้ประกอบการทำงานด้วย เช่น ค่ารูรับแสง สปีดชัตเตอร์ โหมดการทำงาน ค่า White Balance และอื่น ๆ อีกเยอะมาก ๆ ASIC จึงเป็นวงจรที่ทำงานแบบที่กรมแรงงานต้องดูแลเป็นพิเศษ
ผู้ผลิตหลายรายพยายามที่จะช่วยแบ่งเบาภาระการทำงานของ ASIC โดยการใส่ ASIC เข้าไปช่วยมากขึ้น เช่นแทนที่จะใส่ตัวเดียวก็ใส่ซะ 3 ตัว แล้วเขียนโปรแกรมให้รู้รักสามัคคีช่วยกันทำงาน แบ่งเบาภาระพึ่งพากัน ทำให้งานในการประมวลผลเสร็จเร็วขึ้น
ผู้ผลิตบางรายผลิตวงจรประมวลผลแบบรวมเอา ASIC หลาย ๆ ตัว และวงจรอื่น ๆ ปั๊มอัดยัดรวมกันมาในตัว Chip 1 เดียวเลยก็มี และยังใส่ความสามารถในการประมวลผลเพื่อให้เหมาะสมกับการทำงานเกี่ยวกับภาพ และการควบคุมตัวกล้องไปในตัว อย่างเช่นตัว DIGIC ของ Canon ซึ่งตอนนี้พัฒนาถึงขั้น DIGIC II ยัดเข้าไปในกล้องรุ่นต่าง ๆ ของ Canon เพื่อทำงานทางด้าน Imaging โดยเฉพาะ เปรียบเสมือนตัว CPU ในคอมพิวเตอร์ของเรา แต่ว่าจะเฉพาะเจาะจงลงไปในเรื่องเกี่ยวกับ Digital Imaging มากกว่า
นี่คือหัวใจสำคัญของกล้องดิจิตอลแต่ละตัวเลยนะครับ จะดีจะชั่วส่วนหนึ่งอยู่ที่พวกวงจรประมวลผลพวกนี้นี่แหละ ถ้าออกแบบวงจรมาดี ใส่โปรแกรมคำสั่งที่เหมาะสมลงไป ก็จะได้ภาพที่ออกมาดี และมีการทำงานของกล้องที่ราบรื่นไม่ติดขัด
กล้องทั่ว ๆ ไปในท้องตลาด ส่วนใหญ่ถ้าใช้ตัว CCD ก็จะถูกผลิตจากค่าย Sony แล้วนำไปใส่ในกล้องของผู้ผลิตอื่น ๆ กล้อง Canon บางรุ่นโดยเฉพาะพวก DSLR จะใช้ CMOS ซึ่ง Canon ทำเอง Fuji ส่วนใหญ่จะใช้ Super CCD ซึ่งพัฒนาโดย Fuji เอง
ทำไมในเมื่อกล้องส่วนใหญ่ใช้ CCD จากโรงงานเดียวกัน แถมหลาย ๆ ตัวหลาย ๆ รุ่นยังใช้ CCD รุ่นเดียวกันด้วย เวลาถ่ายภาพออกมาแล้วไม่เหมือนกัน นี่แหละคือประเด็นที่หลาย ๆ คนไม่เข้าใจ และหลาย ๆ คนไม่พยายามทำความเข้าใจ จะให้เหมือนกันได้อย่างไรในเมื่อผมเขียนไปไม่ถึง 3 หน้ากระดาษ A4 เราผ่านขั้นตอนการทำงานตั้งแต่กดชัตเตอร์มาไปตั้งหลายขั้นตอน และยังเหลืออีกตั้งหลายขั้นตอนก่อนที่จะบันทึกภาพลงในเมมโมรี่ แต่ละขั้นตอนก็มีวงจรที่ออกแบบมามากมาย มีการโปรแกรมคำสั่งเพื่อทำงานอีกเยอะแยะ กล้องแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อถึงได้ให้ภาพต่าง ๆ กันไปไงครับ
ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับอีแค่ เลนส์และฟิล์มเหมือนสมัยก่อน มันมีปัจจัยเพียบเลยที่ต้องนำมาพิจารณา
กลับมาพูดเรื่องการบันทึกภาพต่อนะ เฉไฉไปไกลเลย หลังจากที่ผ่าน A/D Convertor มาแล้ว มาเจอ ASIC ตอนนี้แหละอยู่ที่เราเลือกว่าจะบันทึกเป็นไฟล์ประเภทไหน
ถ้าบันทึกเป็น JPEG
หน่วยประมวลผลในตัวกล้องก็จะนำค่าระดับแสงต่าง ๆ ของ Photo site แต่ละตัวที่ถูกแปลงสัญญาณมาเป็นดิจิตอลแล้ว มารวมเข้ากับค่าต่าง ๆ ที่เราได้ตั้งค่าไว้ในตัวกล้องก่อนที่จะถ่าย เช่น ค่า White Balance ค่ารูรับแสง ค่าความไวชัตเตอร์ ค่าความคมชัด ค่าความอิ่มตัวของสี ความเปรียบต่าง ประเภทของไฟล์ที่ใช้บันทึกภาพ ระดับการบีบอัดว่ามากน้อยแค่ไหน ตั้งค่ากำจัด Noise ไว้หรือเปล่า ฯลฯ จากนั้น เอามาตัดสินใจ ว่าจะทำภาพให้ออกมาอย่างไร
เช่นกันครับ กล้องแต่ละค่ายแต่ละรุ่นก็มีสูตรในการประมวลผลต่างกัน การตั้งค่าต่าง ๆ ในตัวกล้องก็มีผล ไฟล์ JPEG จึงเป็นไฟล์ที่ได้รับการปรุงแต่งมาเรียบร้อยจากตัวกล้องแล้ว เมื่อได้มาเราสามารถเอามาปรับใน Photoshop หรือโปรแกรมปรับต่างภาพอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ แต่ว่าคุณลักษณะของไฟล์มันไม่อำนวยให้ปรับแต่งได้มาก เพราะมันถูกยำมาซะเละพอสมควรแล้ว
อีกอย่างที่ปอบอย่างผมไม่ชอบคือไฟล์ JPEG มันถูกบีบอัดมาแบบมีการสูญเสียข้อมูล มันเหมือนกับการที่เราอ่านบทความแล้วเราย่อความนั่นแหละครับ มันอาจได้ใจความก็จริง แต่ถ้าเราจะลงลึกถึงรายละเอียดต่าง ๆ มันไม่สามารถทำได้ ยิ่งย่อมาก รายละเอียดก็หายไปเยอะ และไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ ต้องใช้วิธีเดา ๆ ซึ่งอาจไม่ได้อย่างที่ต้นฉบับจริง ๆ มันเป็น
อย่างบทความนี้ถ้าผมย่อแบบสูญเสียรายละเอียด ผมอาจเขียนแค่
“2หาว เขียนบทความเรื่อง RAW File โดยเปรียบเทียบคุณสมบัติต่าง ๆ และแสดงให้เห็นที่มาที่ไป และการนำไปใช้งาน”
ซึ่งประโยคข้างบนที่ย่อมา ไม่ได้ผิดใช่รึเปล่าครับ มันเป็นไปตามนั้นจริง ๆ แต่ถ้าเจาะลึกไปถามถึงการทำงานของ A/D Converter การ Interpolation และโปรแกรมคำสั่งต่าง ๆ ฯลฯ เราก็จะไม่สามารถบรรยายออกมาให้เหมือนต้นฉบับได้ ปอบตัวอื่น ๆ ที่เข้ามาอ่านก็จะงงเป็นปอบตาแตกไปตาม ๆ กัน
ไฟล์ JPEG มันมีคุณลักษณะแบบนี้แหละครับ คือมันเป็นการบีบอัดแบบสูญเสีย lossy compresstion ยิ่งบีบอัดมาก เวลาเปิดภาพขึ้นมาใช้งาน เราก็จะความเห็นเละเทะในรายละเอียดของภาพมากเท่านั้น เรื่อง JPEG ยังมีรายละเอียดอีกมากครับ เช่น การให้ความสำคัญกับเรื่องของสี น้อยกว่าเรื่องของรายละเอียด หรือการให้ความสำคัญกับรายละเอียดในบริเวณที่มีความละเอียดสูง ๆ มากกว่าบริเวณที่มีความละเอียดของภาพไม่มาก ถ้าเราเข้าใจเรื่องพวกนี้อย่างลึก ๆ แล้ว การมองภาพดิจิตอลของเราจะแตกต่างไปโดยสิ้นเชิงเลยครับ เข้าทำนองว่ารู้มาก แล้วธาตุไฟแตกซ่านนั่นแหละครับ มองอะไรเป็นดิจิตอลไปหมด อดสนุกในการมองงานให้เป็นศิลปะ เพราะฉะนั้นเอาแค่นี้พอ ถ้าอยากรู้คงต้องศึกษาต่อกันเองเอง

แต่มีเรื่องที่จำเป็นต้องรู้อย่างหนึ่งว่า ไฟล์ Jpeg จะเก็บค่าของแต่ละสีได้แค่ 8 bits ครับ เพราะฉะนั้นจึงสามารถให้ความสว่างของแต่ละสีในภาพได้เพียง 256 ระดับ จำที่ผมบอกได้ไหมครับว่า A/D Converter ส่วนใหญ่แล้วมีความสามารถระดับ 12 bits ซึ่งมีระดับความสว่างที่เก็บได้ถึง 4096 ระดับ
4096 กับ 256 ถ้าไม่ตกเลขตอน ป.4 เหมือนผม ดูก็รู้ว่าค่ามันต่างกันมากเลย ข้อมูลหายไปเป็นกระจุก ถ้าเป็นเส้นผมบนหัวหายไปด้วยอัตราส่วนขนาดนี้ ก็จะกลายเป็นคนหัวล้านหลังจากกดชัตเตอร์แค่เพียงจึ๊กเดียว
อ่านมาถึงตอนนี้คงพอจะเข้าใจสิ่งที่ผมกำลังจะสื่อแล้วใช่ไหมครับ ว่ากล้องดิจิตอลจะเอาไฟล์ Jpeg สำเร็จรูปมาตัดสินความดีความเลวของมันไม่ได้ การถ่ายเป็นไฟล์ Jpeg ก็เหมือนกับไปเลือกซื้อฟิล์มที่ได้สีสันตรงใจเรามาหนึ่งม้วน แล้วก็ออกไปถ่าย ถ่าย ถ่าย แล้วก็ถ่าย จากนั้นก็ส่งฟิล์มที่ถ่ายเข้าร้านอัดรูป รอดูรูปที่ร้านล้างและอัดออกมาว่าเป็นอย่างไร กระบวนการรวบรัดเบ็ดเสร็จ เราแทบจะควบคุมอะไรไม่ได้เลย ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตฟิล์ม น้ำยาล้างอัด กระดาษอัดภาพ และคนที่ทำงานในร้านอัดรูป
การถ่ายเป็นJpeg ก็มีข้อดีเหมือนกันครับ
1.ไฟล์เล็กไม่เปลืองเมมโมรี่
2.ปรับตั้งความต้องการลักษณะของภาพได้จากตัวกล้องก่อนถ่าย
3.ไม่ต้องเปลืองเวลามาจัดการไฟล์ด้วยคอมพิวเตอร์ให้เสียเวลาเลี้ยงดูบุตร
4.สามารถนำมาปรับแต่งเพิ่มเติมในโปรแกรมตกแต่งภาพได้ระดับหนึ่ง แม้ว่าจะไม่มาก แต่ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งาน
5.ใคร ๆ ก็ดูได้ ไม่ต้องใช้โปรแกรมพิเศษเปิด ทำงานรวดเร็ว
6.คิดออกแค่นี้หงะ...
ทั้งหมดที่เล่ามาเท่ากับว่าไฟล์ Jpeg มันเป็นไฟล์เบ็ดเสร็จที่ทำงานในตัวกล้องทั้งหมดจนออกมาเป็นภาพ ต่างจากไฟล์ประเภท RAW ที่ผมกำลังจะกล่าวถึงในอีกไม่กี่ตัวอักษรข้างหน้านี้ ... (กลองส่ง....ระนาดรัว...)
ถ้าบันทึกเป็น RAW ไฟล์
หลังจากที่ได้สัญญาณจาก A/D Converter มาแล้ว ก็จะเจอกับโปรแกรมคำสั่งจากตัว ASIC เช่นกัน แต่จะไม่ใช่คำสั่งที่ให้ลงไปทำงานกับไฟล์ มันเพียงแต่แนบคำสั่งใส่เอาไว้ในไฟล์ว่าเราได้ตั้งค่าอะไรบ้าง ไฟล์ยังคงเป็นไฟล์ดิบ ๆ ที่ยังไม่ได้ปรุงแต่ง ยกตัวอย่างให้ง่ายขึ้นแบบนี้ละกันครับ
สมมุติว่าเรามีแม่ครัวอยู่ที่บ้าน 1 คน (ใครจะมีหลายคนก็ได้ผมไม่ได้ห้าม) วันนี้เราบอกว่าอยากกิน ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ 15 นาทีต่อมา ก็มีอาหารที่สั่งมาวางอยู่ตรงหน้า วางแล้วนี่ยังไงก็ต้องกิน อร่อยไม่อร่อยไม่รู้หละ หวาน เปรี้ยว เค็ม มัน ไก่มาก ไก่น้อย หลาย ๆ อย่างอยู่ที่แม่ครัว แบบนี้มันเทียบได้กับการบันทึกไฟล์เป็น Jpeg ครับ
แต่เปลี่ยนใหม่ สั่งว่า ให้เตรียมวัตถุดิบของไก่ผัดเม็กมะม่วงหิมพานต์เอาไว้ แล้วก็เขียนวิธีทำกำกับไปให้ พร้อมกับบอกว่าใส่อะไรก่อนหลังไฟแรงหรือค่อย น้ำมันมาก น้อยก็ว่ากันไป เตรียมไว้เฉย ๆ ยังไม่ต้องทำ
เมื่อถึงเวลาที่ผมอยากกิน ผมเอาวัตถุดิบกับคำสั่งกำกับที่ว่า ส่งให้แม่ครัวทำ หรือจะเปลี่ยนใหม่ให้คนเก็บขยะ คนขับแท๊กซี่ ยามหน้าหมู่บ้าน หรือคนขายของเก่า แต่ละจานที่ได้ ท่านนักกล้องคิดว่าจะออกมาได้รสชาติออกมาเหมือนกันรึเปล่าครับ
ถ้าทำตามเป๊ะ ๆ แน่นอนว่าแต่ละคนที่ทำต้องออกมาเหมือนกัน เพราะเราใช้วัตถุดิบเดียวกันคำสั่งเดียวกัน แต่ถ้าผมบอกว่า ตามสบายอยากทำแบบไหนก็ทำ ผมเตรียมวัตถุดิบให้ ก็อาจได้ไก่ผัดเม็ดมะม่วงในรูปแบบต่าง ๆ ตามแต่กรรมวิธีการทำและการปรุงของแต่ละคน
นี่คือ RAW File ครับ
“ไอ้บ้า 2หาว อ่านมาตั้งนานทำไมมันสรุปง่าย ๆ อย่างนี้หละวะเนี่ย ...”
กำลังคิดแบบนี้อยู่ใช่รึเปล่าหละครับผมรู้นะ
มันไม่ใช่ก็ใกล้เคียงครับ มาดูเทียบกับกล้องดิจิตอลแล้วจะเข้าใจ
ถ้าเราถ่ายแล้วบันทึกเป็น RAW File กล้องจะไม่ไปยุ่งอะไรกับสัญญาณดิจิตอลที่ผ่านมาจาก A/D Converter มาก จะมีก็นิด ๆ หน่อย ๆ และคำสั่งต่าง ๆ ที่เราตั้งไว้ในตัวกล้อง เช่นค่า White balance ค่าความเปรียบต่าง ค่าความคมชัด ค่าความอิ่มตัวของสี ฯลฯ ตัว ASIC จะทำเพียงแค่แนบคำสั่งกำกับมากับตัวไฟล์ภาพเท่านั้น ไม่ได้แปลงภาพให้เป็นไปตามคำสั่งนั้นจริง ๆ
มีอะไรก็เก็บมาทั้งหมดเก็บวัตถุดิบเอาไว้
แต่... ไฟล์ RAW ของกล้องหลาย ๆ ค่ายได้รับการบีบอัดเหมือนกันนะครับ แต่เป็นการบีบอัดแบบ Lossless หรือบีอัดแบบไม่มีการสูญเสีย เมื่อคลายตัวออกมาแล้วจะเหมือนเดิมทุกประการ เมื่อมันต้องคงรายละเอียดไว้ มันก็เลยไม่สามารถบีบอัดได้มาก บีบได้เฉพาะเท่าที่ทำได้เท่านั้น ไฟล์มันก็เลยยังใหญ่อยู่ดี
แถมกล้องแต่ละค่ายแต่ละรุ่น ยังมีสูตรการบันทึก RAW File ต่างกันด้วย จะเอาไปเปิดดูในคอมพิวเตอร์แบบสุ่มสี่สุ่มห้า จนถึงสุ่มแปดสุ่มเก้า ก็ไม่ได้ ต้องมีโปรแกรมเฉพาะที่มีสูตรสำหรับการเปิดไฟล์ RAW กล้องรุ่นนั้น ๆ ทำให้มันมีความยุ่งยากในการใช้งานเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งหลาย ๆ คนถอดใจ
นอกจากข้อเสียที่ได้บอกไปแล้วผมก็ไม่รู้สึกลำบากใจอะไรเพิ่มเติม ที่เหลือจะมีแต่เรื่องดี ๆ ตามมาทั้งนั้น
เนื่องจากไฟล์ RAW เป็นไฟล์ดิบ ๆ แนบเฉพาะคำสั่งมา เวลาที่เราเอามาเปิดด้วยโปรแกรมที่มันทำมาให้แล้ว ตอนนี้แหละคือสวรรค์ เพราะเราจะทำอะไรกับมันก็ได้ เช่น ค่า White Balance ที่ตั้งมาตอนถ่ายไม่ถูกต้อง เราก็เปลี่ยนด้วยโปรแกรมซะ ค่าความคมชัดจะเอาแค่ไหนหละ สีอะไรมากไปน้อยไปปรับได้หมด โดยที่เราไม่ได้ไปแตะต้องไฟล์ต้นฉบับนะครับ เป็นการนำคำสั่งไปแปะไว้เหมือนเดิม แต่เป็นคำสั่งที่เปลี่ยนไปเท่านั้นเอง
คงยังไม่ลืมว่าไฟล์ RAW ที่ผ่าน A/D Converter แบบ 12 bits จะมีระดับความสว่างให้เราได้ลุยถึง 4096 ระดับ ก็ปรับตั้งกันมันส์หนะสิครับ มีช่วงกว้างในการปรับตั้งมากกว่า Jpeg เยอะมาก ๆ เราจึงปรับระดับสีและความสว่างได้ละเอียดขึ้นเยอะมาก ๆ และอีกเช่นเคย จะปรับอย่างไรจะบันทึกอย่างไร ถ้าเป็น RAW File ข้อมูลเก่าของเรายังอยู่ครบ เราเพียงแปะคำสั่งแนบไปให้โปรแกรมเปิดไฟล์มันอ่านแล้วตั้งค่าตามเท่านั้น
ยังครับข้อดียังไม่หมดยังมีอีก การประมวลผลภาพจาก RAW File เราใช้คอมพิวเตอร์ของเราในการประมวลผล แน่นอนว่าถ้าของใครไม่ใช่ 386 DX หรือ 486 อยู่ รับรองว่าความสามารถในการประมวลผล ย่อมมากมายกว่าหน่วยประมวลผลในตัวกล้องแน่ ๆ เราจึงสามารถใช้โปรแกรมในการ Convert ไฟล์ RAW ที่มีประสิทธิภาพสูง ๆ มีคำสั่งที่ซับซ้อนมาก ๆ ได้
ยิ่งนานวันเข้าโปรแกรมพวกนี้ก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีคำสั่งในการประมวลผลที่ให้ภาพแจ่ม ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ ภาพของเราก็เลยได้รับอานิสงค์จากตรงนี้ไปโดยปริยาย และปริตา
โปรแกรมประมวลผล RAW File หรือที่เรียกว่าโปรแกรม RAW Converter นั้นมีหลากหลายครับ ที่ได้รับความนิยมก็เช่น Capture One จากค่าย Phase One , Nikon Capture จาก Nikon ,Bible ,Breezbrowser จากค่ายอิสระ และยังมี Photoshop CS ที่สามารถติดตั้งส่วนขยายสำหรับเปิด RAW File ของกล้องรุ่นใหม่ ๆ เข้าไปได้เรื่อย ๆ

โปรแกรมแต่ละตัวก็มีการใช้งานคล้าย ๆ กัน แต่ว่าจะมีสูตรในการเปิดและปรับแต่งต่างกันไป ภาพเดียวกันเปิดจากโปรแกรมต่างกัน อาจได้ผลไม่เหมือนกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับความฉลาดมากฉลาดน้อยของโปรแกรมเมอร์ในบริษัทนั้น ๆ แต่ก็มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เสมอ เท่ากับว่าเราถ่าย RAW File มาไฟล์เดียว มีวิธีที่จะปรับแต่ง และปรับปรุงได้นับหมื่นนับแสนวิธี เหมือนกับผมซื้อเนื้อมา 1 กิโล ผมเอาไปปรุงอาหารได้เป็นพัน ๆ อย่าง ตามแต่จะนึกได้ วันนี้นึกไม่ออก เอาแช่ตู้เย็นไว้ นึกออกเมื่อไหร่ก็เอาออกมาทำก็ได้
สุดท้ายไฟล์ RAW เมื่อ Convert และทำการปรุงแต่งเรียบร้อยแล้ว จะ Save เป็นไฟล์อื่น ๆ ก็ได้นะ เช่นไฟล์ Jpeg ไฟล์ TIFF สุดแล้วแต่ว่าจะเอาไปใช้งานอย่างไร และต้องการความละเอียดรวมถึงคุณภาพมากน้อยขนาดไหน ...เรียกว่ามีไฟล์เดียวเที่ยวรอบโลกเลยครับ
เป็นอย่างไรบ้างครับ ตอนนี้รู้สึกอยากเป็นพวกปอบกินของดิบ ๆ แบบผมรึยังถ้าอยากเป็น คืนนี้เริ่มหาของดิบ ๆ กินเลยนะครับ แต่ช่วงนี้ระวังไข้หวัดนก...แด๊ก... ด้วยนะครับ....
อ้างอิ้งจาก http://www.2how.com/editandretouch/002_1.htm